| โรงเรือนและอุปกรณ์สำหรับสัตว์ |
|
การเลี้ยงสัตว์จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั้น การจัดการด้านโรงเรือนและอุปกรณ์ ในการเลี้ยงก็จัดเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง ทั้งนี้เพราะโรงเรือนเปรียบเสมือนที่พักพิงและเป็นที่หลับที่นอนของสัตว์ หากเราจัดการโรงเรือนดีสัตว์ก็จะอยู่อย่างสบาย ไม่เครียด และจะให้ผลตอบแทนสูง ตรงกันข้ามหากเราจัดการโรงเรือนไม่ดี ไม่เหมาะสม ไม่ถูกสุขลักษณะก็จะทำให้สัตว์อยู่อย่างไม่สบายตัว เกิดความเครียด ผลผลิตลดลง หรืออาจเกิดโรคบางอย่างได้ ดังนั้นการสร้างโรงเรือนโดยมีการเลือกแบบของโรงเรือนที่เหมาะสมกับชนิดพันธุ์ เพศ และอายุของสัตว์แล้วผู้เลี้ยงก็จะประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างแน่นอน หลักการพิจารณาในการสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ในการสร้างโรงเรือนเพื่อจะเลี้ยงสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นจะต้องพิจารณาลักษณะและ รูปแบบของโรงเรือนให้เหมาะสมกับชนิด พันธุ์ เพศ และอายุของสัตว์เลี้ยง เป็นแบบที่สร้างแล้ว เหมาะสม คุ้มค่า ราคาถูก ประหยัดค่าใช้จ่าย และที่สำคัญก็คือสัตว์ต้องอยู่ได้อย่างสบาย ในการสร้างโรงเรือนจะต้องพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ 1. การเลือกสถานที่สร้างโรงเรือน การเลือกพื้นที่ในการสร้างโรงเรือนเป็นสิ่งสำคัญมากประการหนึ่ง ทั้งนี้เพราะหากเราเลือกพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมแล้วก็มักจะเกิดปัญหาขึ้นภายหลังได้ แต่ถ้าเราเลือกพื้นที่ได้เหมาะสม ปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาก็จะไม่เกิดขึ้น หลักในการพิจารณาเลือกพื้นที่ที่จะสร้างโรงเรือนมีดังนี้ 1.1 ห่างไกลจากแหล่งชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวน และสะดวกต่อการควบคุมและป้องกันโรค 1.2 ควรเป็นที่ดอน น้ำท่วมไม่ถึง เพื่อป้องกันความเสียหายและยังสะดวกในการระบายถ่ายเทของเสียออกจากโรงเรือน ด้วย 1.3 มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดปี เพราะการเลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องใช้น้ำเพื่อการกินและการทำความสะอาด 1.4 การคมนาคมสะดวก เพื่อสะดวกในการขนส่งอาหาร และการซื้อขายผลผลิต ที่ได้แต่ไม่ควรอยู่ติดถนนใหญ่เพราะอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค 1.5 เป็นสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเลี้ยงสัตว์ชนิดนั้นๆ และไม่เป็นแหล่งของการเกิดโรคระบาดมาก่อน 2. ชนิดของสัตว์ที่ต้องการเลี้ยง สัตว์ แต่ละชนิดต้องการสภาพของโรงเรือนที่ต่างกัน ดังนั้นผู้เลี้ยงจะต้องมีความรู้ด้วยว่าควรจะสร้างโรงเรือนเป็นแบบใดจึงจะ เหมาะสมกับชนิดของสัตว์ที่จะเลี้ยง (จรัส สว่างทัพ, 2539) และควรพิจารณาดังนี้ 2.1 สัตว์ปีก ส่วนใหญ่จะชอบโรงเรือนที่โล่งไม่ทึบ แต่มีตาข่ายติดรอบตัวโรงเรือนเพื่อป้องกันศัตรู ซึ่งเรียกว่า โรงเรือนระบบเปิด แต่ปัจจุบันหลังจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์จึงกำหนดให้ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกต้องเลี้ยงสัตว์ปีกในโรงเรือนระบบปิดเท่านั้น 2.2 สุกร จะสร้างโรงเรือนให้เปิดโล่งเพื่อให้อากาศถ่ายเทและภายในโรงเรือนเย็นสบาย พื้นควรเป็นพื้นซีเมนต์เพื่อการทำความสะอาดได้ง่าย 2.3 โคเนื้อและโคนม โรงเรือนมักสร้างโดยไม่มีฝา เป็นลักษณะเปิดโล่ง แต่มีรั้วรอบล้อมเป็นสัดส่วนก็พอ การที่จะเลี้ยงสัตว์ชนิดใดนั้นจะต้องเลือกโรงเรือนให้เหมาะสม นอกจากนี้สัตว์ชนิดเดียวกันแต่อายุต่างกันยังต้องการอุปกรณ์ในการเลี้ยงที่ แตกต่างกัน ดังนั้น อุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์จึงต้องจัดให้เหมาะกับอายุของสัตว์เพื่อการ ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า 3. สภาพแวดล้อมต้องเหมาะสม สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวสัตว์เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการให้ผลผลิตทางสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยมักมีผลโดยตรงต่อสัตว์เสมอ ปัจจัยทางด้าน สภาพแวดล้อมที่ควรพิจารณานั้น ดำรง กิตติชัยศรี และคนอื่น ๆ (2546) ได้รายงานไว้ว่า ได้แก่ ความชื้นและอุณหภูมิซึ่งมีผลต่อสัตว์ ดังนี้ 3.1 อุณหภูมิ สัตว์แต่ละชนิดจะมีช่วงอุณหภูมิที่สามารถให้ผลผลิตได้ดีแตกต่างกันไป ช่วงอุณหภูมิที่สัตว์อยู่อย่างสบาย (comfort zone) เป็นช่วงอุณหภูมิที่ไม่ร้อนและไม่เย็นมากเกินไป จะเป็นช่วงอุณหภูมิที่สัตว์มีการสูญเสียพลังงานต่ำที่สุด เพราะไม่ต้องใช้พลังงานเพื่อการระบายความร้อนหรือสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่าง กาย เมื่ออุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินกว่าที่จะรักษาอุณหภูมิ ร่างกายให้คงที่ สัตว์จะอยู่ในสภาพที่เรียกว่าเกิด heat stress เมื่ออุณหภูมิสภาพแวดล้อมสูงกว่าช่วงอุณหภูมิที่สัตว์อยู่สบายซึ่งสัตว์จะ แสดงอาการหอบ กินอาหารลดลง และดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกาย หรือ cold strees เมื่ออุณหภูมิสภาพแวดล้อมต่ำกว่าช่วงอุณหภูมิที่สัตว์อยู่สบาย โดยสังเกตได้จากอาการสั่นเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ซึ่งสภาพเหล่านี้ต้องใช้พลังงาน สัตว์จึงสูญเสียพลังงานที่จะนำไปใช้ในการสร้างผลผลิตเพื่อการรักษาอุณหภูมิ ร่างกาย ดังนั้น ในการพิจารณาสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์จึงต้องพิจารณาทำให้อุณหภูมิภายในโรง เรือนอยู่ในช่วงที่มีสัตว์อยู่สบายจึงจะทำให้สัตว์สามารถให้ผลผลิตได้ดี อุณหภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสัตว์และการให้ผลผลิตขึ้นอยู่ กับชนิดของสัตว์แต่โดยทั่วไปคือ ประมาณ 25 องศาเซลเซียส สัตว์จะชะงักการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศา-เซลเซียส การสร้างโรงเรือนที่ต้นทุนต่ำและเหมาะสมต่อสภาพอากาศในประเทศไทยจึงควรเป็น โรงเรือนแบบเปิดที่มีการระบายอากาศดีเพื่อลดอุณหภูมิและแก๊สที่เกิดจากของ เสียจากการขับถ่าย ของสัตว์ด้วย 3.2 ความชื้น เป็นตัวควบคุมการระบายของน้ำเพื่อการระบายความร้อนออกจาก ร่างกายสัตว์ ผลกระทบความชื้นจะมีความสัมพันธ์กับของระดับอุณหภูมิ ถ้าความชื้นในอากาศสูง และอุณหภูมิสูง สัตว์จะระบายความร้อนได้ยาก จึงรู้สึกอึดอัด และทำให้เกิดการหอบเพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายอีกทางหนึ่งนอกเหนือ ไปจากขับเหงื่อ และถ้าความชื้นในอากาศสูงมากจนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ สัตว์จะรู้สึกไม่สบาย ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมโดยทั่วไปประมาณ 50 – 80 เปอร์เซ็นต์ สัตว์จะชอบอากาศที่เย็นและความชื้นในอากาศไม่มากนัก ซึ่งสัตว์สามารถที่จะอยู่ได้อย่างสบาย 4. จำนวนสัตว์ต่อพื้นที่การเลี้ยง หรือขนาดของโรงเรือน ขนาด ของโรงเรือนเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการให้ผลผลิตของสัตว์ ถ้าเราเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนที่แน่นเกินไป สัตว์ก็จะอยู่อย่างไม่สบายและเกิดความเครียด มีผลกระทบต่อการให้ผลผลิต การเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนขนาดใหญ่เกินไปก็สิ้นเปลืองพื้นที่ ทำให้เสียต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น การสร้างโรงเรือนต้องคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดด้วย ดังแสดงไว้ในตาราง ลักษณะของโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ในการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ลักษณะของโรงเรือนและประโยชน์ของการใช้สอยมีความจำเป็นเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศเพื่อให้ผลผลิตสัตว์เป็นไปตามเป้าหมาย ประเทศไทยเป็นประเทศร้อนชื้นซึ่งมีผลต่อตัวสัตว์มาก ดังนั้น การสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์จะต้องสร้างให้มีลักษณะเหมาะสมกับสัตว์ที่จะเลี้ยง ซึ่งมีหลักในการพิจารณาดังนี้ ![]() 1. สภาพโรงเรือน การสร้างโรงเรือนที่มีลักษณะดีและเหมาะสมกับสัตว์ นอกจากจะทำให้สัตว์อยู่ได้อย่างสบายแล้ว ยังทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์ลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์อีกด้วย ซึ่งลักษณะโรงเรือนที่ดีมีดังนี้ 1.1 ควรสร้างโรงเรือนตามแนวตะวันออก – ตะวันตก เพื่อให้แสงแดดส่องไปตามแนวของโรงเรือนไม่ส่องเข้าไปในตัวโรงเรือน มีต้นไม้หรือม่านบังแดดด้านตะวันตก เพื่อบังแดด ตอนบ่าย 1.2 ควรวางให้ถูกทิศทางลมเพื่อการระบายอากาศที่ดี ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิและความชื้นภายในโรงเรือน ทำให้สัตว์ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอและช่วยระบายแก๊สที่เกิดจากการหมักของมูลสัตว์ 1.3 รักษาความสะอาดได้ง่าย พื้นคอกที่เป็นพื้นซีเมนต์จะสามารถทำความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อได้ง่าย จึงป้องกันการระบาดของโรคได้ดีกว่าพื้นคอกที่เป็นพื้นดินและโรงเรือนที่ตั้ง อยู่บนที่ดอนที่มีความลาดเอียงของพื้นคอกที่เหมาะสมจะสามารถระบายของเสียได้ ดี 1.4 ป้องกันสัตว์ที่เป็นศัตรูและพาหะนำโรคต่าง ๆ ได้ เช่น นก หนู สุนัข แมว งู เป็นต้น 1.5 แข็งแรงทนทานและประหยัด เหมาะสมต่อทุนทรัพย์ที่มีและความตั้งใจในการเลี้ยง เช่น เลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพหลักก็ควรใช้วัสดุที่มีอายุการใช้งานยาวนานเพื่อจะได้ ลงทุนด้านโรงเรือนเพียงครั้งเดียว 1.6 ความสะดวกในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพจึงควรวางรูปแบบของโรงเรือนให้สะดวกต่อการ เลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดให้มากที่สุด เช่น การวางตำแหน่งคอก อุปกรณ์ที่ให้อาหาร เป็นต้น 2. แบบของโรงเรือน การที่จะสร้างโรงเรือนแบบใดนั้นผู้เลี้ยงจะต้องพิจารณาจากชนิดของสัตว์ที่จะเลี้ยง พันธุ์สัตว์ เพศ และอายุของสัตว์ ต้องสร้างให้เหมาะสมกับความต้องการของสัตว์ ลักษณะของโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทย ควรมีลักษณะเป็นโรงเรือนเปิดฝาผนังโล่งทั้ง 4 ด้าน เพื่อช่วยในการระบายอากาศ แต่ถ้าเป็นสัตว์ปีกควรใช้ลวดตาข่ายล้อมปิดทั้ง 4 ด้าน เพื่อกันศัตรู ชายคาโรงเรือนควรยื่นออกมาอย่างน้อยข้างละ 1.5 เมตร เพื่อลดความร้อนจากไอแดดและละอองฝน และชายคาควรสูงจากพื้นอย่างน้อย 2.2 เมตร เพื่อการระบายอากาศที่ดีและถ้ามีโรงเรือนหลายหลังควรตั้งห่างกันอย่างน้อย 50 เมตร เพื่อการถ่ายเทอากาศและป้องกันโรคระบาดแต่ละโรงเรือน รูปแบบของโรงเรือน ดังภาพที่ 5.1 โดยทั่ว ๆ ไปมีดังนี้ ![]() 2.1 แบบเพิงหมาแหงน โรงเรือนแบบนี้สร้างง่าย ราคาก่อสร้างถูก แต่มีข้อเสีย คือ แสงแดดจะส่องมากเกินไปในฤดูร้อน ทำให้อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูง ในฤดูฝน น้ำฝนจะสาดเข้าไปในโรงเรือนได้ง่าย ทำให้ภายในโรงเรือนชื้นแฉะ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่ง หากมุงหลังคาด้วยหญ้าคา แฝก และจาก จะต้องให้มีความลาดเอียงของหลังคาในระดับลาดชันสูง เพื่อให้น้ำฝนไหลลงง่าย หัวคอกไปท้ายคอกได้สะดวก มิฉะนั้น จะทำให้น้ำฝนรั่วลงในตัวโรงเรือน 2.2 แบบเพิงหมาแหงนกลาย จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าแบบเพิงหมาแหงน แต่มีข้อดี สามารถใช้บังแดด ป้องกันฝนสาดได้ดีขึ้น 2.3 แบบหน้าจั่ว ราคาก่อสร้างจะสูงกว่าแบบแรกแต่ดีกว่ามากในแง่ป้องกันแสงแดดและฝนสาด โรงเรือนแบบนี้ถ้าสร้างสูงจะดี เนื่องจากอากาศภายในโรงเรือนจะเย็นสบาย แต่ถ้าสร้างต่ำหรือเตี้ยเกินไป จะทำให้อากาศภายในโดยเฉพาะตอนบ่ายร้อนอบอ้าว อากาศจะไม่มีช่องระบายออกด้านบนของหลังคา 2.4 แบบจั่วสองชั้น เป็นแบบที่นิยมสร้างกันทั่วไป มีความปลอดภัยจากแสงแดดและฝนมาก อากาศภายในโรงเรือนมีการระบายถ่ายเทได้ดี แต่ราคาค่าก่อสร้างจะสูงกว่าสามแบบแรก แต่ก็นับว่าคุ้มค่า ข้อแนะนำก็คือ ตรงจั่วบนสุดควรมีปีกหลังคายื่นยาวลงมาพอสมควร ทั้งนี้เพื่อป้องกันฝนสาดเข้าในช่องจั่ว ในกรณีที่ฝนตกแรกทำให้คอกภายในชื้นแฉะ โดยเฉพาะลูกสุกร จะเจ็บป่วย เนื่องจากฝนสาดและทำให้อากาศภายในโรงเรือนมีความชื้นสูง 2.5 แบบจั่วสองชั้นกลาย มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับจั่วสองชั้น หลังคาโรงเรือนแบบนี้เพื่อต้องการขยายเนื้อที่ในโรงเรือนให้กว้างใหญ่ขึ้น และจะดีในแง่ป้องกันฝนสาดเข้าในช่องจั่วของโรงเรือน 3. หลังคาโรงเรือน สำหรับวัสดุที่ใช้ในการมุงหลังคา สามารถใช้จากแฝก สังกะสี กระเบื้อง ฯลฯ ขึ้นกับงบประมาณและเป็นวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น แต่ถ้ามีเงินสูงและจะเลี้ยงสัตว์แบบถาวรควรใช้หลังคากระเบื้อง เพราะจะช่วยในเรื่องของการลดความร้อนภายในโรงเรือนและมีอายุการใช้งานยาวนาน แต่ถ้าเงินทุนน้อยอาจมุงด้วยสังกะสี แต่มีข้อเสียคือภายในโรงเรือนจะร้อนกว่ามุงด้วยกระเบื้อง ถ้าเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ทุนต่ำอาจใช้แฝก หรือหญ้าคามุงหลังคาก็ได้ ข้อดีคือ อากาศภายในโรงเรือนจะเย็น แต่ข้อเสียคือไม่ทนทาน การใช้วัสดุต่าง ๆ มีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ดังนี้ 3.1 สังกะสี มีราคาถูกกว่าหลังคากระเบื้อง แต่ภายในโรงเรือนก็จะร้อนกว่า ดังนั้นถ้าใช้หลังคาสังกะสีควรสร้างโรงเรือนให้สูงกว่าปกติ 2 - 3 เมตร ความร้อนที่แผ่ลงสู่โรงเรือนก็จะน้อยลง หรืออาจปลูกต้นไม้โดยรอบเพื่อเป็นร่มเงาลดความร้อนได้ 3.2 กระเบื้อง เป็นวัสดุที่มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่ก็เป็นวัสดุที่ดูดซับความร้อนไว้ได้มากและแผ่ลงสู่โรงเรือนได้มาก แต่ก็ใช้เวลานานในการคลายความร้อน จึงควรสร้างโรงเรือนให้สูงกว่าปกติ 1 – 2 เมตร ข้อควรระวังคือกระเบื้องแตกหักง่าย ดังนั้นพยายามอย่าให้มีของแข็งหล่นใส่กระเบื้องเด็ดขาด 3.3 จากหรือแฝก เป็นวัสดุมุงหลังคาที่ดี ราคาถูก อากาศภายในโรงเรือนจะไม่ร้อนอบอ้าว แต่มีอายุการใช้งานสั้น และควรระมัดระวังเรื่องไฟ ต้องคอยตรวจดูระบบไฟฟ้าให้ดี หากเกิดการลัดวงจรแฝกจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี 4. พื้นโรงเรือน พื้นโรงเรือนก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อสัตว์เลี้ยง ในสมัยก่อนเกษตรกร มักเลี้ยงสัตว์โดยปล่อยในคอกที่เป็นพื้นดิน ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับการจัดการด้านสุขาภิบาลมากและ ทำความสะอาดได้ยาก ต่อมามีการใช้คอนกรีตทำเป็นพื้นโรงเรือนซึ่งมีข้อดีคือ ทนทานและทำ ความสะอาดได้ง่าย ต่อมามีการพัฒนาเป็นพื้นสแลท (slatted) ซึ่งสะดวกสบายในการจัดการด้านสุขาภิบาล ทำความสะอาดได้ง่าย ซึ่งปัจจุบันโดยเฉพาะการเลี้ยงสุกรนิยมพื้นสแลทมาก ![]() |
บันทึกหน้านี้









nolimitidia
noartclub
dekdigg
madigg
dekadd
nunglub
monojung
hippoba
votejung
bookmarkdigg
siamsocialbookmark
siamdigg
digg
submit
voyage
digger
dukdigg
followadd
thaisb